วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

 วิจัยบทที่ 2 

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

2.1 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560

2.2 แนวคิดพื้นฐานและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

2.3 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย

2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างหนังสือภาพปะกอบคำคล้องจอง Big-book

2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 2.1 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะของการอบรม เลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างการ อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล

หลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยพุทธศักราช 2560 สรุปได้ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยมีลักษณะเน้นการอบรม เลี้ยงดู และให้การศึกษาที่จะให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการโดยองค์รวมทั้ง4ด้านได้แก่ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ให้มีความเหมาะสมตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงพัฒนาการตามวัยของเด็ก และต้องออกแบบการจัดประสบการณ์ให้สอดคล้อง กับ ลักษณะการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยคือ ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ใน สังเกต สำรวจ การเล่น สืบค้นทดลอง คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพื่อนำไปสู่การรับรู้ เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยจัดประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการทุกทักษะและสาระการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์สำคัญที่ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยพุทธศักราช 2560  ควรจัดการเรียนรู้ และสามารถบูรณาการ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจัดให้มีการประเมินผลพัฒนาการทั้ง 4 ด้านอย่าง ต่อเนื่อง ด้วยเครื่องมือ วิธีการตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาให้เด็ก มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานที่กำหนด

2.2 แนวคิดพื้นฐานและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

2.2.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget’sTheoryofIntellectualDevelopment) Piaget (1969 อ้างถึงใน สิริอร วิชชาวุธ, 2554, น.112) มีความเชื่อว่า ขณะที่เด็ก เจริญเติบโตเด็กจะมีพัฒนาการทางสมองและมีความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กจะกระตือรือร้นที่จะสัมพันธ์กับ โลกภายนอกและได้ความรู้จากการกระทำ ของตน ซึ่งความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ โดยองค์ประกอบที่มีส่วนเสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญามี 4 องค์ประกอบได้แก่ (สุรางค์ โคว้ตระกลู,2554,น.49-50)                               

 1. วุฒิภาวะ เป็นสภาพร่างกายที่มีความพร้อมต่อการพัฒนาการทางสติปัญญาดังนั้นครูสู้สอนควรจัด ประสบการณ์หรือสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรียน

2. ประสบการณ์ทุกครั้งที่มนุษย์มีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมก็จะเกิดประสบการณ์ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประสบการณ์ ได้แก่ประสบการณ์เนื่องมาจากปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตาม ธรรมชาติ และประสบการณ์ที่เกี่ยวกับ การคิดหาเหตุผลทางตรรกศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญในการ แก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์

3. การถ่ายทอดความรู้ทางสังคม หมายถึง การที่บุคคลรอบข้างถ่ายทอดความรู้แก่เด็ก โดยผ่านกระบวนการดูดซึมประสบการณ์และกระบวนการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา

 4. กระบวนการพัฒนาความสมดุลหรือการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง (self- regulation) ซึ่งอยู่ในตัวของแต่ละบุคคล เพื่อที่จะปรับความสมดุลของพัฒนาการเชาวน์ปัญญาให้ สูงขึ้นต่อไปยังอีกขั้นหนึ่งซึ่งสูงกว่าโดยใช้กระบวนการดูดซึมประสบการณ์และการปรับโครงสร้าง

2.2.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์ (Bruner’s Theory of Intellectual Development) บรูเนอร์ (Bruner) มีความเชื่อว่า เด็กเลือกที่จะรับรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ โดยการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการที่เด็กมีการค้นพบสิ่งที่ต้องการด้วยตนเอง (Discovery 22 Learning) และเด็กสามารถเรียนรู้วิชาการต่างๆ ได้ เพียงแต่ต้องได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม และเป็นไปตามความพร้อมของเด็กแต่ละคน (Bruner, 1999 อ้างถึงใน สิริอร วิชชาวุธ, 2554, น. 152-154) บรูเนอร์(Bruner) ได้จัดลำดับพัฒนาการการทางสติปัญญาและการคิดของมนุษ์ออกเป็น3 ขั้น คือ

1. ขั้นแสดงออกด้วยการกระทำ (Enactive Stage) เป็นขั้นที่เด็กเด็กเรียนรู้จากการใช้ ประสารทสัมผัสการดูตัวอย่างและทำตามเรียนรู้จากการกระทำ

2. ขั้นสร้างภาพแทนใจ (Iconic Stage) ขั้นที่เกี่ยวข้องกับความจริงมากขึ้นเด็กจะเกิด ความคิดจากการรับรู้เป็นส่วนใหญ่อาจมีจินตนาการบ้างแต่ยังไม่สามารถคิดได้ลึกซึ้งมากนัก

 3. ขั้นใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Stage) เป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจ ความสัมพันธ์ของสิ่งของสามารถเกิดความคิดรวบยอดในสิ่งต่างๆ ที่ซับซ้อนได้มากขึ้น การสร้างความรู้ของเด็กปฐมวัย เกิดจากการเห็นและการสัมผัส

2.3 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย

2.3.1ความหมายความสำคัญของภาษา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542(2546,น.822)ได้ให้คำจำกัดของ คาว่าภาษา ไว้ว่าภาษาคือถ้อยคาที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม; เสียงตัวหนังสือหรือกิริยา;อาการที่สื่อความได้เช่นภาษาพูด ภาษาเขียนภาษาท่าทางภาษามือ วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี (https://th.wikipedia.org/wiki)ภาษาหมายถึงกริยาอาการที่ แสดงออกมาแล้ว สามารถทาความเข้าใจกัน ได้ ไม่ว่า จะเป็นระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ส่วนภาษาในความหมายอย่างแคบนั้นหมายถึงเสียงพูดที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันเท่านั้น

  ราศี ทองสวัสดิ์  (2546, น. 178) ภาษาเป็นสื่อกลางในการตกลง บอกกล่าวทำความ เข้าใจระหว่างบุคคล เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ช่วยให้คนเราคิดและวินิจฉัยคุณภาพ ของสติปัญญาภาษาเป็นสิ่งที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมมีความสาคัญ ต่อความเป็นอยู่และความ เจริญของคนในชาติภาษานับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เพราะภาษาเป็นทั้ง มวลประสบการณ์และเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์

2.3.2พัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัย อายุ 4-5ปี สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(2552)ได้กำหนกพัฒนาการด้านภาษาการอ่าน ของเด็กอายุ 4 -5 ปี โดยได้ระบุสมรรถนะ (Competency) ด้านการอ่าน (Reading) ของเด็กอายุ 4 ปี ไว้ว่าเด็กสามารถบ่งชี้และออกเสียงตัวพยัญชนะและคำง่ายๆ ได้ (Children are able to identify and pronounce letter, and simple words) โดยมีพฤติกรรมบ่งชี้ (Indicators) ที่สะท้อนถึงสมรรถนะด้าน การอ่านของเด็กอายุ 4 ปี คือความสามารถของเด็กในการกวาดสายตาและใช้นิ้วชี้จากซ้ายไปขวา เมื่อเปิดหนังสือและทาท่าอ่าน สามารถเปิดหนังสือที่มีภาพจากหน้าแรกเรียงลำดับไปยังหน้า สุดท้ายสามารถบอกได้ว่าตัวใดเป็นตัวเลขและตัวใดเป็นตัวหนังสือ ดังนั้น การจัดประสบการณ์ทางภาษา ด้านการอ่านให้กับเด็กปฐมวัยควรคำนึงถึง พัฒนาการและความสามารถของเด็กตามวัย เพื่อที่จะได้ดาเนินการการออกแบบสื่อและ กระบวนการที่สอดคล้องเหมาะสมกับพัฒนาการ สมรรถนะและความสามารถของเด็กปฐมวัยด้วย

 2.3.3การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาเด็กปฐมวัยพัฒนาการด้านภาษาเป็นพัฒนาการที่จำเป็นที่สุดสำหรับเด็กเพราะภาษาเป็นเครื่องมือ สาหรับการสื่อสารเพื่อจะมีชีวิตอยู่ในสังคมการพัฒนาภาษาไม่ใช่เพียงการฝึกให้เด็กฟังพูดอ่าน และเขียน แต่การพัฒนาภาษายังเป็นการพัฒนากระบวนการคิด เมื่อคนเราสื่อสาร สมองต้อง พยายามเชื่อมโยงสิ่งที่คิดออกมาเป็นการพูด และการเขียน เมื่อฟัง สมองต้องพยายามคิดเทียบเคียง สิ่งที่ฟังกับประสบการณ์ที่รับรู้มาและเมื่อพูด สมองต้องจับคู่ภาษาเข้ากับความหมายที่จะถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจกระบวนการพัฒนาภาษา จึงเป็นการพัฒนากระบวนการคิด และการสื่อสารไป พร้อมๆ กัน

 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างหนังสือภาพปะกอบคำคล้องจอง Big-book

2.4.1นักการศึกษาได้ให้ความหมายของหนังสือภาพ (PictureBook) ไว้ดังนี้

ชลี ไสยวรรณ (2553) ได้ให้ความหมายของหนังสือเล่มใหญ่หรือ (Big Book) หมายถึงการจัดสภาพการณ์ให้เด็กเรียนรู้การสื่อสารซึ่งกันและกันอย่างมีปฏิสัมพันธ์และมี ความหมายด้วยการสร้างหนังสือเล่มใหญ่สร้างบรรยากาศการเรียนรู้การอ่านจากผลงานการเขียน เรียนรู้การเขียนจากการอ่านเรียนรู้ภาษาจากวรรณกรรมและการเลียนแบบกระตุ้น ให้เด็กแสดงการ สื่อสารผ่านกระบวนการคิดตลอดเวลาและใช้ภาษาจากแรงจูงใจภายในไม่ใช่การบังคับส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและมีกระบวนการจัดกิจกรรม 4 ขั้นตอน                                                                                                                             

ขั้นที่1 กำหนดเนื้อเรื่อง                                                                                                                                              

ขั้นที่ 2 สำรวจความหมายของคำ                                                                                                                                    

ขั้นที่ 3 สร้างหนังสือเล่มใหญ่                                                                                                                                         

ขั้นที่  4ใช้หนังสือเป็น                                                

 2.6.2 หลักการการจัดกิจกรรมการทำหนังสือเล่มใหญ่                                                                                                

1. เลือกเนื้อเรื่องที่เร้าความสนใจของเด็กหรือให้เด็กสร้างเนื้อเรื่องขึ้นใหม่ตามความ สนใจ พยายามให้เด็กเรียนรู้จากแรงจูงใจภายใน (เรียนรู้ด้วยตนเอง)ในห้องเรียนควรมีหนังสือวรรณกรรมเด็กเป็นจำนวนมากเพียงพอ                                                                                                                                                         2. เด็กได้เรียนรู้ภาษาอย่างอิสระซึ่งจะทาให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วและสามารถประเมินการ เรียนรู้ของตนเองได้ 3. เปิดโอกาสให้เด็กมีประสบการณ์ทางภาษาหลากหลายโดยมีครูควรให้คาแนะนำช่วยเหลือให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครู 

4.ให้เรียนอ่านและเขียนไปพร้อมๆกันจะทาให้เกิดความแม่นยำในเนื้อหา                                          

 5. สร้างบรรยากาศให้เด็กคุ้นกับหนังสือเพื่อซึมซับเรื่องราวในหนังสือ ให้เด็กพูด อ่าน เขียนและวาดภาพ เล่นบทบาทสมมุติ จัดพื้นที่ อุปกรณ์เพื่อสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมสื่อสาร ภาษาในลักษณะเป็นองค์รวมโดยใช้การฟัง การพดู การอ่าน และการเขียนร่วมกัน                                                                                                                   

6. จัดการเรียนรู้แบบยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ครูศึกษาความสนใจความสามารถ และสอน เด็กตามระดับความสามารถที่แตกต่างกันครูเตรียมและวางแผนการสร้างหนังสือตามความสนใจ ของเด็กเด็กมีโอกาสใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติและอย่างมีความสุข                                                                                                               

7.ส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจกล้าเสี่ยงที่จะพูดเขียนโดยไม่กลัวผิด                                                                            

8.ครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการพดู ฟังอ่านและเขียน

2.6.3 กระบวนการจัด กิจกรรมการทำหนังสือเล่มใหญ่

1.1 เปิดโอกาสให้เด็กร่วมกันแต่งเนื้อเรื่องนิทานขึ้นใหม่หรืออาจแต่งนิทานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยการเรียนรู้ในชั้นเรียน                                                                                                                                                               1.2 ครูเขียนเนื้อเรื่องตามที่เด็กช่วยกันสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

1.3 ครูอ่านเนื้อเรื่องนิทานที่บันทึกไว้ให้เด็กฟัง

1.4เปิดโอกาสให้เด็กช่วยกันแก้ไขเนื้อเรื่องได้ตามความพอใจ

1.5ครูอธิบายความหมายของคำพร้อมวาดภาพให้มีขนาดใหญ่ให้เด็ก

2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  

ปัทมา คุณเวทย์วิริยะ (2548) ได้ศึกษา ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยสื่อไม่มีโครงสร้าง โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษา ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อ ไม่มีโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชาย หญิง อายุระหว่าง 3-4 ปี ศึกษา อยู่ในระดับชั้น อนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนวัดดอน สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้วยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียน จากจำนวน 3 ห้องเรียน แล้วสุ่ม นักเรียนมาจานวน 15 คน เพื่อจัดให้เด็กได้รับการจัดการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มี โครงสร้างเป็นระยะเวลา8สัปดาห์สัปดาห์ละ 3วันเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มีโครงสร้าง และแบบทดสอบความสามารถทาง ภาษาที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 ในการศึกษาครั้งนี้ใช้แบบแผนการวิจัย แบบ One - Group Pretest - Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ t-test Dependent ผลการศึกษาพบว่าระดับความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย หลังผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มี โครงสร้างโดยรวมทุกด้านดีมาก และความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยหลังผ่านกิจกรรมการ เรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มีโครงสร้างเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ.01

  

 

 

 

 

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น