วิจัยบทที่ 2
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560
2.2 แนวคิดพื้นฐานและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
2.3 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างหนังสือภาพปะกอบคำคล้องจอง
Big-book
2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี
เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะของการอบรม เลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างการ
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล
หลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยพุทธศักราช 2560 สรุปได้ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยมีลักษณะเน้นการอบรม
เลี้ยงดู และให้การศึกษาที่จะให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการโดยองค์รวมทั้ง4ด้านได้แก่ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
ให้มีความเหมาะสมตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงพัฒนาการตามวัยของเด็ก
และต้องออกแบบการจัดประสบการณ์ให้สอดคล้อง กับ ลักษณะการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยคือ
ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ใน สังเกต สำรวจ การเล่น สืบค้นทดลอง
คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพื่อนำไปสู่การรับรู้ เรียนรู้ด้วยตนเอง
โดยจัดประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการทุกทักษะและสาระการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์สำคัญที่ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง
4 ด้านของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ควรจัดการเรียนรู้
และสามารถบูรณาการ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม
ตลอดจนจัดให้มีการประเมินผลพัฒนาการทั้ง 4 ด้านอย่าง ต่อเนื่อง
ด้วยเครื่องมือ วิธีการตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาให้เด็ก
มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานที่กำหนด
2.2
แนวคิดพื้นฐานและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
2.2.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget’sTheoryofIntellectualDevelopment) Piaget (1969 อ้างถึงใน สิริอร วิชชาวุธ, 2554, น.112) มีความเชื่อว่า ขณะที่เด็ก เจริญเติบโตเด็กจะมีพัฒนาการทางสมองและมีความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กจะกระตือรือร้นที่จะสัมพันธ์กับ โลกภายนอกและได้ความรู้จากการกระทำ ของตน ซึ่งความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ โดยองค์ประกอบที่มีส่วนเสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญามี 4 องค์ประกอบได้แก่ (สุรางค์ โคว้ตระกลู,2554,น.49-50)
1. วุฒิภาวะ เป็นสภาพร่างกายที่มีความพร้อมต่อการพัฒนาการทางสติปัญญาดังนั้นครูสู้สอนควรจัด ประสบการณ์หรือสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรียน
2. ประสบการณ์ทุกครั้งที่มนุษย์มีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมก็จะเกิดประสบการณ์ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประสบการณ์ ได้แก่ประสบการณ์เนื่องมาจากปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตาม ธรรมชาติ และประสบการณ์ที่เกี่ยวกับ การคิดหาเหตุผลทางตรรกศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญในการ แก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์
3. การถ่ายทอดความรู้ทางสังคม หมายถึง การที่บุคคลรอบข้างถ่ายทอดความรู้แก่เด็ก โดยผ่านกระบวนการดูดซึมประสบการณ์และกระบวนการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา
4. กระบวนการพัฒนาความสมดุลหรือการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง
(self- regulation) ซึ่งอยู่ในตัวของแต่ละบุคคล
เพื่อที่จะปรับความสมดุลของพัฒนาการเชาวน์ปัญญาให้ สูงขึ้นต่อไปยังอีกขั้นหนึ่งซึ่งสูงกว่าโดยใช้กระบวนการดูดซึมประสบการณ์และการปรับโครงสร้าง
2.2.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์
(Bruner’s Theory of Intellectual Development) บรูเนอร์ (Bruner)
มีความเชื่อว่า เด็กเลือกที่จะรับรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ
โดยการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการที่เด็กมีการค้นพบสิ่งที่ต้องการด้วยตนเอง (Discovery
22 Learning) และเด็กสามารถเรียนรู้วิชาการต่างๆ ได้ เพียงแต่ต้องได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม
และเป็นไปตามความพร้อมของเด็กแต่ละคน (Bruner, 1999 อ้างถึงใน
สิริอร วิชชาวุธ, 2554, น. 152-154) บรูเนอร์(Bruner) ได้จัดลำดับพัฒนาการการทางสติปัญญาและการคิดของมนุษ์ออกเป็น3 ขั้น คือ
1. ขั้นแสดงออกด้วยการกระทำ
(Enactive Stage) เป็นขั้นที่เด็กเด็กเรียนรู้จากการใช้ ประสารทสัมผัสการดูตัวอย่างและทำตามเรียนรู้จากการกระทำ
2. ขั้นสร้างภาพแทนใจ (Iconic
Stage) ขั้นที่เกี่ยวข้องกับความจริงมากขึ้นเด็กจะเกิด
ความคิดจากการรับรู้เป็นส่วนใหญ่อาจมีจินตนาการบ้างแต่ยังไม่สามารถคิดได้ลึกซึ้งมากนัก
3. ขั้นใช้สัญลักษณ์ (Symbolic
Stage) เป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจ
ความสัมพันธ์ของสิ่งของสามารถเกิดความคิดรวบยอดในสิ่งต่างๆ ที่ซับซ้อนได้มากขึ้น
การสร้างความรู้ของเด็กปฐมวัย เกิดจากการเห็นและการสัมผัส
2.3 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
2.3.1ความหมายความสำคัญของภาษา
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542(2546,น.822)ได้ให้คำจำกัดของ คาว่าภาษา ไว้ว่าภาษาคือถ้อยคาที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย
ภาษาธรรม; เสียงตัวหนังสือหรือกิริยา;อาการที่สื่อความได้เช่นภาษาพูด
ภาษาเขียนภาษาท่าทางภาษามือ วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี (https://th.wikipedia.org/wiki)ภาษาหมายถึงกริยาอาการที่ แสดงออกมาแล้ว
สามารถทาความเข้าใจกัน ได้ ไม่ว่า จะเป็นระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ส่วนภาษาในความหมายอย่างแคบนั้นหมายถึงเสียงพูดที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันเท่านั้น
ราศี ทองสวัสดิ์ (2546, น. 178) ภาษาเป็นสื่อกลางในการตกลง บอกกล่าวทำความ
เข้าใจระหว่างบุคคล เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่
ช่วยให้คนเราคิดและวินิจฉัยคุณภาพ ของสติปัญญาภาษาเป็นสิ่งที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมมีความสาคัญ
ต่อความเป็นอยู่และความ เจริญของคนในชาติภาษานับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เพราะภาษาเป็นทั้ง
มวลประสบการณ์และเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์
2.3.2พัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
อายุ 4-5ปี สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(2552)ได้กำหนกพัฒนาการด้านภาษาการอ่าน ของเด็กอายุ 4 -5 ปี
โดยได้ระบุสมรรถนะ (Competency) ด้านการอ่าน (Reading)
ของเด็กอายุ 4 ปี
ไว้ว่าเด็กสามารถบ่งชี้และออกเสียงตัวพยัญชนะและคำง่ายๆ ได้ (Children are
able to identify and pronounce letter, and simple words) โดยมีพฤติกรรมบ่งชี้
(Indicators) ที่สะท้อนถึงสมรรถนะด้าน การอ่านของเด็กอายุ 4
ปี คือความสามารถของเด็กในการกวาดสายตาและใช้นิ้วชี้จากซ้ายไปขวา
เมื่อเปิดหนังสือและทาท่าอ่าน สามารถเปิดหนังสือที่มีภาพจากหน้าแรกเรียงลำดับไปยังหน้า
สุดท้ายสามารถบอกได้ว่าตัวใดเป็นตัวเลขและตัวใดเป็นตัวหนังสือ ดังนั้น การจัดประสบการณ์ทางภาษา
ด้านการอ่านให้กับเด็กปฐมวัยควรคำนึงถึง พัฒนาการและความสามารถของเด็กตามวัย
เพื่อที่จะได้ดาเนินการการออกแบบสื่อและ กระบวนการที่สอดคล้องเหมาะสมกับพัฒนาการ
สมรรถนะและความสามารถของเด็กปฐมวัยด้วย
2.3.3การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาเด็กปฐมวัยพัฒนาการด้านภาษาเป็นพัฒนาการที่จำเป็นที่สุดสำหรับเด็กเพราะภาษาเป็นเครื่องมือ
สาหรับการสื่อสารเพื่อจะมีชีวิตอยู่ในสังคมการพัฒนาภาษาไม่ใช่เพียงการฝึกให้เด็กฟังพูดอ่าน
และเขียน แต่การพัฒนาภาษายังเป็นการพัฒนากระบวนการคิด เมื่อคนเราสื่อสาร สมองต้อง
พยายามเชื่อมโยงสิ่งที่คิดออกมาเป็นการพูด และการเขียน เมื่อฟัง
สมองต้องพยายามคิดเทียบเคียง สิ่งที่ฟังกับประสบการณ์ที่รับรู้มาและเมื่อพูด
สมองต้องจับคู่ภาษาเข้ากับความหมายที่จะถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจกระบวนการพัฒนาภาษา
จึงเป็นการพัฒนากระบวนการคิด และการสื่อสารไป พร้อมๆ กัน
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างหนังสือภาพปะกอบคำคล้องจอง
Big-book
2.4.1นักการศึกษาได้ให้ความหมายของหนังสือภาพ
(PictureBook) ไว้ดังนี้
ชลี ไสยวรรณ (2553) ได้ให้ความหมายของหนังสือเล่มใหญ่หรือ (Big Book) หมายถึงการจัดสภาพการณ์ให้เด็กเรียนรู้การสื่อสารซึ่งกันและกันอย่างมีปฏิสัมพันธ์และมี ความหมายด้วยการสร้างหนังสือเล่มใหญ่สร้างบรรยากาศการเรียนรู้การอ่านจากผลงานการเขียน เรียนรู้การเขียนจากการอ่านเรียนรู้ภาษาจากวรรณกรรมและการเลียนแบบกระตุ้น ให้เด็กแสดงการ สื่อสารผ่านกระบวนการคิดตลอดเวลาและใช้ภาษาจากแรงจูงใจภายในไม่ใช่การบังคับส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและมีกระบวนการจัดกิจกรรม 4 ขั้นตอน
ขั้นที่1 กำหนดเนื้อเรื่อง
ขั้นที่ 2 สำรวจความหมายของคำ
ขั้นที่ 3 สร้างหนังสือเล่มใหญ่
ขั้นที่ 4ใช้หนังสือเป็น
2.6.2 หลักการการจัดกิจกรรมการทำหนังสือเล่มใหญ่
1. เลือกเนื้อเรื่องที่เร้าความสนใจของเด็กหรือให้เด็กสร้างเนื้อเรื่องขึ้นใหม่ตามความ สนใจ พยายามให้เด็กเรียนรู้จากแรงจูงใจภายใน (เรียนรู้ด้วยตนเอง)ในห้องเรียนควรมีหนังสือวรรณกรรมเด็กเป็นจำนวนมากเพียงพอ 2. เด็กได้เรียนรู้ภาษาอย่างอิสระซึ่งจะทาให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วและสามารถประเมินการ เรียนรู้ของตนเองได้ 3. เปิดโอกาสให้เด็กมีประสบการณ์ทางภาษาหลากหลายโดยมีครูควรให้คาแนะนำช่วยเหลือให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครู
4.ให้เรียนอ่านและเขียนไปพร้อมๆกันจะทาให้เกิดความแม่นยำในเนื้อหา
5. สร้างบรรยากาศให้เด็กคุ้นกับหนังสือเพื่อซึมซับเรื่องราวในหนังสือ ให้เด็กพูด อ่าน เขียนและวาดภาพ เล่นบทบาทสมมุติ จัดพื้นที่ อุปกรณ์เพื่อสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมสื่อสาร ภาษาในลักษณะเป็นองค์รวมโดยใช้การฟัง การพดู การอ่าน และการเขียนร่วมกัน
6. จัดการเรียนรู้แบบยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ครูศึกษาความสนใจความสามารถ และสอน เด็กตามระดับความสามารถที่แตกต่างกันครูเตรียมและวางแผนการสร้างหนังสือตามความสนใจ ของเด็กเด็กมีโอกาสใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติและอย่างมีความสุข
7.ส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจกล้าเสี่ยงที่จะพูดเขียนโดยไม่กลัวผิด
8.ครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการพดู ฟังอ่านและเขียน
2.6.3 กระบวนการจัด กิจกรรมการทำหนังสือเล่มใหญ่
1.1 เปิดโอกาสให้เด็กร่วมกันแต่งเนื้อเรื่องนิทานขึ้นใหม่หรืออาจแต่งนิทานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยการเรียนรู้ในชั้นเรียน 1.2 ครูเขียนเนื้อเรื่องตามที่เด็กช่วยกันสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง
1.3 ครูอ่านเนื้อเรื่องนิทานที่บันทึกไว้ให้เด็กฟัง
1.4เปิดโอกาสให้เด็กช่วยกันแก้ไขเนื้อเรื่องได้ตามความพอใจ
1.5ครูอธิบายความหมายของคำพร้อมวาดภาพให้มีขนาดใหญ่ให้เด็ก
2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ปัทมา คุณเวทย์วิริยะ (2548) ได้ศึกษา ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยสื่อไม่มีโครงสร้าง
โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษา ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อ
ไม่มีโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชาย หญิง อายุระหว่าง
3-4 ปี ศึกษา อยู่ในระดับชั้น อนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนวัดดอน สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้วยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย
โดยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียน จากจำนวน 3 ห้องเรียน แล้วสุ่ม นักเรียนมาจานวน 15 คน เพื่อจัดให้เด็กได้รับการจัดการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มี
โครงสร้างเป็นระยะเวลา8สัปดาห์สัปดาห์ละ 3วันเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มีโครงสร้าง
และแบบทดสอบความสามารถทาง ภาษาที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 ในการศึกษาครั้งนี้ใช้แบบแผนการวิจัย แบบ One - Group Pretest -
Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ t-test
Dependent ผลการศึกษาพบว่าระดับความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย หลังผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มี
โครงสร้างโดยรวมทุกด้านดีมาก และความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยหลังผ่านกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มีโครงสร้างเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ.01
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น