นำเสนอวิจัย บทที่ 1-3
EAED 4901 Research in Early Childhood Education การวิจัยทางการศึกษาปฐมวัย
https://www.blogger.com/blog/posts/589023166150180079
- นำเสนอวิจัย บทที่ 1-3
- วิจัยบทที่ 1
- วิจัยบทที่ 2
- วิจัยบทที่ 3
- RECORDING DIARY 1
- RECORDING DIARY 2
- RECORDING DIARY 3
- RECORDING DIARY 4
- RECORDING DIARY 5
- RECORDING DIARY 6
- RECORDING DIARY 7
- RECORDING DIARY 8
- RECORDING DIARY 9
- RECORDING DIARY 10
- RECORDING DIARY 11
- RECORDING DIARY 12
- RECORDING DIARY 13
- RECORDING DIARY 14
- RECORDING DIARY 15
- RECORDING DIARY 16
- RECORDING DIARY 17
- RECORDING DIARY 18
- RECORDING DIARY 19
- RECORDING DIARY 20
- RECORDING DIARY 21
- RECORDING DIARY 22
- RECORDING DIARY 23
- RECORDING DIARY 24
- RECORDING DIARY 25
- RECORDING DIARY 26
- RECORDING DIARY 27
- RECORDING DIARY 28
- RECORDING DIARY 29
- RECORDING DIARY 30
- RECORDING DIARY 31
- RECORDING DIARY 32
- RECORDING DIARY 33
- RECORDING DIARY 34
วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564
วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564
วิจัยบทที่ 3
บทที่
3
วิธีการดำเนินงานวิจัย
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1)
เปรียบเทียบการอ่าน ก่อน - หลัง จากการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง
Big - book โดยมีวิธีการและลำดับขั้นตอนการดำเนินการวิจัยดังต่อไปนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
3. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ
4. การเก็บรวบรวบรวมข้อมูล
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย
ชาย – หญิง อายุ 3-4 ปี
ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตอนุบาลจันทรเกษม สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม รวมทั้งสิ้น 30
คน
2.
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นประชากรเด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุ 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่
1 จำนวน 30
คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
เครื่องมือสำหรับใช้ในการทดลองและเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวบข้อมูล
ดังนี้
1. แผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big-book
2. แบบสังเกตพฤติกรรมการอ่านของเด็กปฐมวัย
การสร้างและการหาคุณภาพแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
1.1 ศึกษาหลักสูตรของโรงเรียนและกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้สอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ และจุดประสงค์การเรียนรู้ในหลักสูตร
1.2 ศึกษาการสร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดหนังสือประกอบภาพคำคล้องจอง Big-book มาใช้ในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้
1.3
สร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมตามเนื้อหาที่กำหนด
1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ชุดหนังสือประกอบภาพคำคล้องจอง เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย
เพื่อตรวจสอบด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความชัดเจน
ความถูกต้องของภาษาที่ใช้ และความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่คาดหวัง
1.5 ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ชุดหนังสือประกอบภาพคำคล้องจองตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย
1.6
นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ทั้งหมด 3 ท่าน ตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบต่างๆในแผนการจัดการเรียนรู้
ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความชัดเจน
ความถูกต้องของภาษาที่ใช้ และความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่คาดหวัง
และใช้ดุลยพินิจเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงของแผนการจัดการเรียนรู้ นำมาวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง
(Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณา
เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1
ไม่แน่ใจ
ให้คะแนน 0
เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน -1
การวิเคราะห์ข้อมูลความเหมาะสมสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้
โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) คำนวณตามสูตร
โดยค่าดัชนีความสอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Index of Item
Objective Congruence: IOC) มีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 0.98
1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้โดยการใช้ชุดหนังสือประกอบภาพคำคล้องจอง
Big-book ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในการวิจัย
การสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่าน
ของเด็กปฐมวัย โดยมีรายละเอียดดังนี้
2.1 ศึกษาแนวคิด หลักการ ทฤษฎี และผลงานที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
เพื่อเป็นข้อมูลในการสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
2.2 สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
กำหนดเกณฑ์การประเมินดังนี้
3 มาก หมายถึง อ่านเป็นคำได้ดีทุกคำ
2 ปานกลาง หมายถึง การอ่าน อ่านเป็นคำได้บางคำ
1 น้อย หมายถึง อ่าน
อ่านเป็นคำไม่ได้เลย
2.3 ตรวจสอบคุณภาพของแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
โดยเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน
พิจารณาตรวจสอบความสอดคล้องของรายการประเมิน
นำคะแนนที่ได้จากการลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านมาหาดัชนีความสอดคล้องระหว่างรายการประเมินพฤติกรรมการบริโภคผัก
– ผลไม้ของเด็กปฐมวัยกับวัตถุประสงค์ (Index of
Item Objective Congruence: IOC) โดยให้มีความคิดเห็นตรงกันอย่างน้อย
2 ใน 3 มีค่าเท่ากับ 0.5 ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ เกณฑ์การพิจารณาดังนี้
ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0
เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน
-1
2.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
2.5
ทดลองใช้ ( Try – out ) แบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยโรงเรียนโรงเรียนสาธิตอนุบาลจันทรเกษม สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อความเป็นไปได้
2.5.1 ให้ศึกษาแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยให้เข้าใจตรงกัน
เพื่อสามารถบันทึกการสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยให้ตรงกัน
2.5.2 ศึกษาและทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายของการสังเกต
2.5.3 ฝึกการสังเกตและบันทึกโดยใช้แบบสังเกตสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยกับเด็กที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง
จำนวน 30 คน
2.6 หาค่าความเชื่อมั่นเด็กอนุบาลปีที่ 1ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน
30 คนโรงเรียนสาธิตอนุบาลจันทรเกษม สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
2.7 ปรับปรุงแก้ไขแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยให้เป็นฉบับสมบูรณ์
2.8 จัดทำแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยฉบับสมบูรณ์ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป
วิธีการดำเนินการวิจัย
การวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยผ่านหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง
big – book แบบกึ่งทดลอง
( Quasi – Experimental Research )
ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองโดยอาศัยการวิจัยแบบการทดลองกลุ่มเพียงอย่างเดียว One
Group Pretest - Posttest Design
X = แทนการดาเนินการส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยตามด้วยหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big & Small book
T2 = แทนการประเมินผลความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยหลังการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big & Small book
ดำเนินการวิจัยมีขั้นตอนดังนี้
1. ผู้วิจัยศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการวิจัยผลการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง big – book ในการอ่านของเด็กปฐมวัย
2. ทำการสังเกตและบันทึกผลพฤติกรรมอ่านก่อนการทดลองด้วยแบบสังเกตพฤติกรรมการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง big – book
3. ดำเนินการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง big – book เวลาทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 คาบ คาบละ 30 นาที
4. ทำการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมด้านอ่านหลังการทดลองด้วยแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
5. นำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตไปเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมเพื่อไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ
6. นำข้อมูลจาการสังเกตสัปดาห์ที่ 1 ถึงสัปดาห์ที่ 8 มาวิเคราะห์ให้เห็นถึงพฤติกรรมด้านการการอ่านของเด็กปฐมวัย
7. นำข้อมูลที่ได้มาอภิปรายและนำเสนอ
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการใช้หนังสือภาพประอบคำคล้องจอง Big-book โดยทำการสังเกตก่อนการทดองและหลังการทดลองแล้วนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติต่อไป
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบการทดลองก่อนและหลังทดลองการอ่านของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง big-book โดยคำนวณหาค่าร้อยละเพื่อดูการอ่านของเด็กปฐมวัย
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. การหาค่าความเที่ยงโดยใช้สูตรของครอนบัค (Cronbach) นี้ปรับมาจากสูตร KR – 20 ใช้หาความเที่ยงของเครื่องมือวัดที่ให้คะแนนแตกต่างกันไปในแต่ละข้อได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นระบบการให้คะแนนแบบ ๑ กับ ๐ สูตรการคำนวณเป็นดังนี้
![]()
วิจัยบทที่ 2
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560
2.2 แนวคิดพื้นฐานและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
2.3 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างหนังสือภาพปะกอบคำคล้องจอง
Big-book
2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี
เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะของการอบรม เลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างการ
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล
หลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยพุทธศักราช 2560 สรุปได้ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยมีลักษณะเน้นการอบรม
เลี้ยงดู และให้การศึกษาที่จะให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการโดยองค์รวมทั้ง4ด้านได้แก่ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
ให้มีความเหมาะสมตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงพัฒนาการตามวัยของเด็ก
และต้องออกแบบการจัดประสบการณ์ให้สอดคล้อง กับ ลักษณะการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยคือ
ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ใน สังเกต สำรวจ การเล่น สืบค้นทดลอง
คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพื่อนำไปสู่การรับรู้ เรียนรู้ด้วยตนเอง
โดยจัดประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการทุกทักษะและสาระการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์สำคัญที่ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง
4 ด้านของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ควรจัดการเรียนรู้
และสามารถบูรณาการ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม
ตลอดจนจัดให้มีการประเมินผลพัฒนาการทั้ง 4 ด้านอย่าง ต่อเนื่อง
ด้วยเครื่องมือ วิธีการตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาให้เด็ก
มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานที่กำหนด
2.2
แนวคิดพื้นฐานและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
2.2.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget’sTheoryofIntellectualDevelopment) Piaget (1969 อ้างถึงใน สิริอร วิชชาวุธ, 2554, น.112) มีความเชื่อว่า ขณะที่เด็ก เจริญเติบโตเด็กจะมีพัฒนาการทางสมองและมีความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กจะกระตือรือร้นที่จะสัมพันธ์กับ โลกภายนอกและได้ความรู้จากการกระทำ ของตน ซึ่งความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ โดยองค์ประกอบที่มีส่วนเสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญามี 4 องค์ประกอบได้แก่ (สุรางค์ โคว้ตระกลู,2554,น.49-50)
1. วุฒิภาวะ เป็นสภาพร่างกายที่มีความพร้อมต่อการพัฒนาการทางสติปัญญาดังนั้นครูสู้สอนควรจัด ประสบการณ์หรือสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรียน
2. ประสบการณ์ทุกครั้งที่มนุษย์มีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมก็จะเกิดประสบการณ์ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประสบการณ์ ได้แก่ประสบการณ์เนื่องมาจากปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตาม ธรรมชาติ และประสบการณ์ที่เกี่ยวกับ การคิดหาเหตุผลทางตรรกศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญในการ แก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์
3. การถ่ายทอดความรู้ทางสังคม หมายถึง การที่บุคคลรอบข้างถ่ายทอดความรู้แก่เด็ก โดยผ่านกระบวนการดูดซึมประสบการณ์และกระบวนการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา
4. กระบวนการพัฒนาความสมดุลหรือการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง
(self- regulation) ซึ่งอยู่ในตัวของแต่ละบุคคล
เพื่อที่จะปรับความสมดุลของพัฒนาการเชาวน์ปัญญาให้ สูงขึ้นต่อไปยังอีกขั้นหนึ่งซึ่งสูงกว่าโดยใช้กระบวนการดูดซึมประสบการณ์และการปรับโครงสร้าง
2.2.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์
(Bruner’s Theory of Intellectual Development) บรูเนอร์ (Bruner)
มีความเชื่อว่า เด็กเลือกที่จะรับรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ
โดยการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการที่เด็กมีการค้นพบสิ่งที่ต้องการด้วยตนเอง (Discovery
22 Learning) และเด็กสามารถเรียนรู้วิชาการต่างๆ ได้ เพียงแต่ต้องได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม
และเป็นไปตามความพร้อมของเด็กแต่ละคน (Bruner, 1999 อ้างถึงใน
สิริอร วิชชาวุธ, 2554, น. 152-154) บรูเนอร์(Bruner) ได้จัดลำดับพัฒนาการการทางสติปัญญาและการคิดของมนุษ์ออกเป็น3 ขั้น คือ
1. ขั้นแสดงออกด้วยการกระทำ
(Enactive Stage) เป็นขั้นที่เด็กเด็กเรียนรู้จากการใช้ ประสารทสัมผัสการดูตัวอย่างและทำตามเรียนรู้จากการกระทำ
2. ขั้นสร้างภาพแทนใจ (Iconic
Stage) ขั้นที่เกี่ยวข้องกับความจริงมากขึ้นเด็กจะเกิด
ความคิดจากการรับรู้เป็นส่วนใหญ่อาจมีจินตนาการบ้างแต่ยังไม่สามารถคิดได้ลึกซึ้งมากนัก
3. ขั้นใช้สัญลักษณ์ (Symbolic
Stage) เป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจ
ความสัมพันธ์ของสิ่งของสามารถเกิดความคิดรวบยอดในสิ่งต่างๆ ที่ซับซ้อนได้มากขึ้น
การสร้างความรู้ของเด็กปฐมวัย เกิดจากการเห็นและการสัมผัส
2.3 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
2.3.1ความหมายความสำคัญของภาษา
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542(2546,น.822)ได้ให้คำจำกัดของ คาว่าภาษา ไว้ว่าภาษาคือถ้อยคาที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย
ภาษาธรรม; เสียงตัวหนังสือหรือกิริยา;อาการที่สื่อความได้เช่นภาษาพูด
ภาษาเขียนภาษาท่าทางภาษามือ วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี (https://th.wikipedia.org/wiki)ภาษาหมายถึงกริยาอาการที่ แสดงออกมาแล้ว
สามารถทาความเข้าใจกัน ได้ ไม่ว่า จะเป็นระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ส่วนภาษาในความหมายอย่างแคบนั้นหมายถึงเสียงพูดที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันเท่านั้น
ราศี ทองสวัสดิ์ (2546, น. 178) ภาษาเป็นสื่อกลางในการตกลง บอกกล่าวทำความ
เข้าใจระหว่างบุคคล เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่
ช่วยให้คนเราคิดและวินิจฉัยคุณภาพ ของสติปัญญาภาษาเป็นสิ่งที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมมีความสาคัญ
ต่อความเป็นอยู่และความ เจริญของคนในชาติภาษานับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เพราะภาษาเป็นทั้ง
มวลประสบการณ์และเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์
2.3.2พัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
อายุ 4-5ปี สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(2552)ได้กำหนกพัฒนาการด้านภาษาการอ่าน ของเด็กอายุ 4 -5 ปี
โดยได้ระบุสมรรถนะ (Competency) ด้านการอ่าน (Reading)
ของเด็กอายุ 4 ปี
ไว้ว่าเด็กสามารถบ่งชี้และออกเสียงตัวพยัญชนะและคำง่ายๆ ได้ (Children are
able to identify and pronounce letter, and simple words) โดยมีพฤติกรรมบ่งชี้
(Indicators) ที่สะท้อนถึงสมรรถนะด้าน การอ่านของเด็กอายุ 4
ปี คือความสามารถของเด็กในการกวาดสายตาและใช้นิ้วชี้จากซ้ายไปขวา
เมื่อเปิดหนังสือและทาท่าอ่าน สามารถเปิดหนังสือที่มีภาพจากหน้าแรกเรียงลำดับไปยังหน้า
สุดท้ายสามารถบอกได้ว่าตัวใดเป็นตัวเลขและตัวใดเป็นตัวหนังสือ ดังนั้น การจัดประสบการณ์ทางภาษา
ด้านการอ่านให้กับเด็กปฐมวัยควรคำนึงถึง พัฒนาการและความสามารถของเด็กตามวัย
เพื่อที่จะได้ดาเนินการการออกแบบสื่อและ กระบวนการที่สอดคล้องเหมาะสมกับพัฒนาการ
สมรรถนะและความสามารถของเด็กปฐมวัยด้วย
2.3.3การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาเด็กปฐมวัยพัฒนาการด้านภาษาเป็นพัฒนาการที่จำเป็นที่สุดสำหรับเด็กเพราะภาษาเป็นเครื่องมือ
สาหรับการสื่อสารเพื่อจะมีชีวิตอยู่ในสังคมการพัฒนาภาษาไม่ใช่เพียงการฝึกให้เด็กฟังพูดอ่าน
และเขียน แต่การพัฒนาภาษายังเป็นการพัฒนากระบวนการคิด เมื่อคนเราสื่อสาร สมองต้อง
พยายามเชื่อมโยงสิ่งที่คิดออกมาเป็นการพูด และการเขียน เมื่อฟัง
สมองต้องพยายามคิดเทียบเคียง สิ่งที่ฟังกับประสบการณ์ที่รับรู้มาและเมื่อพูด
สมองต้องจับคู่ภาษาเข้ากับความหมายที่จะถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจกระบวนการพัฒนาภาษา
จึงเป็นการพัฒนากระบวนการคิด และการสื่อสารไป พร้อมๆ กัน
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างหนังสือภาพปะกอบคำคล้องจอง
Big-book
2.4.1นักการศึกษาได้ให้ความหมายของหนังสือภาพ
(PictureBook) ไว้ดังนี้
ชลี ไสยวรรณ (2553) ได้ให้ความหมายของหนังสือเล่มใหญ่หรือ (Big Book) หมายถึงการจัดสภาพการณ์ให้เด็กเรียนรู้การสื่อสารซึ่งกันและกันอย่างมีปฏิสัมพันธ์และมี ความหมายด้วยการสร้างหนังสือเล่มใหญ่สร้างบรรยากาศการเรียนรู้การอ่านจากผลงานการเขียน เรียนรู้การเขียนจากการอ่านเรียนรู้ภาษาจากวรรณกรรมและการเลียนแบบกระตุ้น ให้เด็กแสดงการ สื่อสารผ่านกระบวนการคิดตลอดเวลาและใช้ภาษาจากแรงจูงใจภายในไม่ใช่การบังคับส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและมีกระบวนการจัดกิจกรรม 4 ขั้นตอน
ขั้นที่1 กำหนดเนื้อเรื่อง
ขั้นที่ 2 สำรวจความหมายของคำ
ขั้นที่ 3 สร้างหนังสือเล่มใหญ่
ขั้นที่ 4ใช้หนังสือเป็น
2.6.2 หลักการการจัดกิจกรรมการทำหนังสือเล่มใหญ่
1. เลือกเนื้อเรื่องที่เร้าความสนใจของเด็กหรือให้เด็กสร้างเนื้อเรื่องขึ้นใหม่ตามความ สนใจ พยายามให้เด็กเรียนรู้จากแรงจูงใจภายใน (เรียนรู้ด้วยตนเอง)ในห้องเรียนควรมีหนังสือวรรณกรรมเด็กเป็นจำนวนมากเพียงพอ 2. เด็กได้เรียนรู้ภาษาอย่างอิสระซึ่งจะทาให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วและสามารถประเมินการ เรียนรู้ของตนเองได้ 3. เปิดโอกาสให้เด็กมีประสบการณ์ทางภาษาหลากหลายโดยมีครูควรให้คาแนะนำช่วยเหลือให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครู
4.ให้เรียนอ่านและเขียนไปพร้อมๆกันจะทาให้เกิดความแม่นยำในเนื้อหา
5. สร้างบรรยากาศให้เด็กคุ้นกับหนังสือเพื่อซึมซับเรื่องราวในหนังสือ ให้เด็กพูด อ่าน เขียนและวาดภาพ เล่นบทบาทสมมุติ จัดพื้นที่ อุปกรณ์เพื่อสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมสื่อสาร ภาษาในลักษณะเป็นองค์รวมโดยใช้การฟัง การพดู การอ่าน และการเขียนร่วมกัน
6. จัดการเรียนรู้แบบยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ครูศึกษาความสนใจความสามารถ และสอน เด็กตามระดับความสามารถที่แตกต่างกันครูเตรียมและวางแผนการสร้างหนังสือตามความสนใจ ของเด็กเด็กมีโอกาสใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติและอย่างมีความสุข
7.ส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจกล้าเสี่ยงที่จะพูดเขียนโดยไม่กลัวผิด
8.ครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการพดู ฟังอ่านและเขียน
2.6.3 กระบวนการจัด กิจกรรมการทำหนังสือเล่มใหญ่
1.1 เปิดโอกาสให้เด็กร่วมกันแต่งเนื้อเรื่องนิทานขึ้นใหม่หรืออาจแต่งนิทานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยการเรียนรู้ในชั้นเรียน 1.2 ครูเขียนเนื้อเรื่องตามที่เด็กช่วยกันสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง
1.3 ครูอ่านเนื้อเรื่องนิทานที่บันทึกไว้ให้เด็กฟัง
1.4เปิดโอกาสให้เด็กช่วยกันแก้ไขเนื้อเรื่องได้ตามความพอใจ
1.5ครูอธิบายความหมายของคำพร้อมวาดภาพให้มีขนาดใหญ่ให้เด็ก
2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ปัทมา คุณเวทย์วิริยะ (2548) ได้ศึกษา ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยสื่อไม่มีโครงสร้าง
โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษา ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อ
ไม่มีโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชาย หญิง อายุระหว่าง
3-4 ปี ศึกษา อยู่ในระดับชั้น อนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนวัดดอน สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้วยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย
โดยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียน จากจำนวน 3 ห้องเรียน แล้วสุ่ม นักเรียนมาจานวน 15 คน เพื่อจัดให้เด็กได้รับการจัดการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มี
โครงสร้างเป็นระยะเวลา8สัปดาห์สัปดาห์ละ 3วันเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มีโครงสร้าง
และแบบทดสอบความสามารถทาง ภาษาที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 ในการศึกษาครั้งนี้ใช้แบบแผนการวิจัย แบบ One - Group Pretest -
Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ t-test
Dependent ผลการศึกษาพบว่าระดับความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย หลังผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มี
โครงสร้างโดยรวมทุกด้านดีมาก และความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยหลังผ่านกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มีโครงสร้างเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ.01
วิจัยบทที่ 1
บทที่1 บทนํา
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย
การศึกษาปฐมวัยเป็นการจัดการศึกษาที่สําคัญต่อการวางรากฐานของการพัฒนามนุษย์ให้เจริญเติบโตได้อย่างมี คุณภาพ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา เด็กจึงเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณคาสูงสุดต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต เด็กในวันนี้จึงควรได้รับการ พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ให้มีศักยภาพสูงสุดเพื่อให้มีพื้นฐานทั้ง ด้านทักษะความรู้และทักษะชีวิตที่สามารถนําไปประยุกต์ใช้และปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ในอนาคต โดยเฉพาะในการยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมศตวรรษที่21 ในโลกที่การสื่อสารไร้ พรมแดน ส่งผลต่อวิถีการดํารงชีพของสังคมอยางทั่วถึง่ ครูจึงต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมใน การจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะที่สําคัญสําหรับการดํารงชีวิตในโลก ของศตวรรษที่21 ที่ได้ระบุทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 3R 4C ซึ่ง3R ประกอบด้วย Reading (การอ่าน ) การเขียน (Writing) และคณิตศาสตร์(Arithmetic) และ 4C ประกอบด้วย Critical Thinking (การคิดวิเคราะห์) Communication (การสื่อสาร) Collaboration (การร่วมมือ) และ Creativity (ความคิดสร้างสรรค์)รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพและทักษะด้านสารสนเทศสื่อและ เทคโนโลยีซึ่งทักษะดังกล่าวเป็นทักษะการเรียนรู้ที่มีความจําเป็นเพื่อการเรียนรู้ในระดับการศึกษา ที่สูงขึ้น การเตรียมความพร้อมเด็กปฐมวัยให้มีทักษะต่าง ๆ จึงเป็นภารกิจที่ผู้เกยวข้องต้องศึกษา เรียนรู้เพื่อที่จะสามารถออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กบเด็กได้อย่างเหมาะสมกับ พัฒนาการตามวัยของผู้เรียน และสอดคล้องเท่าทันการศึกษาในศตวรรษที่21 ซึ่งกลไกที่สําคัญที่จะทําให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้คือการรับรู้ของสมอง ทําอย่างไรจึงจะทําให้สมองเกิดการรับรู้ซึ่งจะ นําไปสู่การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และทักษะพื้นฐานหนังสือคือกุญแจสําคัญที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงของชีวิต สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข ประสบการณ์สําคัญด้านสติปัญญาตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ได้ ระบุประสบการณ์สําคัญด้านภาษาที่เด็กควรได้รับได้แก่การแสดงความรู้สึกด้วยคําพูดการพูดและประสบการณ์ของตนเอง หรือเล่าเรื่องราวเกี่ยวกบตนเองการอธิบายเกี่ยวด้วยเหตุการณ์และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ การฟังเรื่องราวนิทาน คําคล้องจองคํากลอน การเขียน ในหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ที่สื่อความหมายต่อเด็กเขียนภาพเขียนขีดเขี่ยเขียนคล้าย ตัวอักษร เขียนเหมือนสัญลักษณ์เขียนชื่อตนเอง และ การอ่านในหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ ที่สื่อความหมายต่อเด็กอ่านภาพหรือสัญลักษณ์จากหนังสือนิทานหรือเรื่องราวที่สนใจ นักจิตวิทยาและนักการศึกษา ได้กล่าวถึงหลักพัฒนาการและหลักการเรียนรู้โดย เฟรดริค วิสเฮม เฟรอเบล นักการศึกษาชาวเยอรมนีผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการศึกษาปฐมวัยได้เปรียบเทียบการสอนเด็กเหมือนกับการเพาะเมล็ดพืชต้องดูแลให้เมล็ดนั้้นงอก งามขึ้นเป็นต้นแตก กิ่ง ก้าน ใบ และดอกผลที่สมบูรณ์เช่นเดียวกบการพัฒนาเด็กที่ดีต้องสอดคล้อง ผสมผสานกลมกลืนไปกบธรรมชาติตามวัยของเด็กเรียนรู้จากง่ายไปหายาก ตามความสนใจของ เด็กโดยครูต้องมีแผนการสอนที่สอดคล้องกบวัยพัฒนาการและความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงครูต้องประเมินพัฒนาการของเด็กโดยการสังเกตจากการปฏิบัติกิจกรรมประจําวันตาราง กิจกรรมประจําวันจึงมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเฟรอเบลเป็นผู้พัฒนาตารางกิจกรรมประจําวัน ขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาที่ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา แนวคิดดังกล่าวยังนํามาใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ครูต้องคํานึงถึงคือการบูรณาการ ครูควรผสมผสานกิจกรรมต่างๆเข้ากบการเรียนด้วยการเล่น อย่างมีความสุขและนั่นคือหัวใจของการศึกษาปฐมวัย (กุลยา ตันติผลาชีวะ, 2551) เพียเจต์ (Piajet) กล่าวว่า พัฒนาการทางสติปัญญา ประกอบด้วยกระบวนการสําคัญคือการซึมซับและดูด ซึมประสบการณ์(Assimilation) และการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา (Accommodation) ระหว่าง ประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่จนกระทั่งสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Wadsworth. 1996: 14-17) ดิวอี้(Dewey) และบรูเนอร์(Bruner) กล่าวตรงกนในประเด็นที่ว่าเด็กเรียนรู้ได้ดีจากการค้นพบผ่านการปฏิบัติกจกรรมที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้วยตนเอง (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2548, น. 295) และไวก็อตสกี(Vygotsky, 2006) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการทางสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็กเกิดจากการช่วยเหลือของครู(Scaffolding) ในการขยายขอบเขต การเรียนรู้(Zone of Proximal Development) จึงสรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้าง ทักษะภาษาของเด็กปฐมวัยควรคํานึงถึงหลักพัฒนาการและหลักการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับ ความสามารถตามวัยของเด็กโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกบประสบการณ์ใหม่ในการสร้างองค์ความรู้ทางภาษาด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและอํานวยความสะดวก
จากความสําคัญดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษา การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยผ่านหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big-book ด้วยมีความเชื่อว่า การอ่านเป็นพื้นฐานที่สําคัญต่อการ เรียนรู้ในทุกด้านทุกมิติของชีวิตทั้งด้านการเรียนรู้ด้านวิชาการ การสื่อสารในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และปัจจัยที่สําคัญอีกประการหนึ่งที่จะทําให้เกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ คือการออกแบบ กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญโดยคํานึงถึงความแตกต่างทั้งด้านพื้นฐานสมองและ ความสนใจของเด็กทุกคนให้เกิดการเรียนรู้จนนําไปสู่การอ่านออก เขียนได้เหมาะสมกบพัฒนาการและความสามารถในแต่ละช่วงวัยจึงต้องใช้สื่อกิจกรรม การจัดสภาพแวดล้อม และการออกแบบ กระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกบพัฒนาการทางสมอง
ปัญหาการวิจัย
หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big-book มีผลต่อการอ่านของเด็กปฐมวัยจริงหรือไม่
วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อส่งเสริ ความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
2. เพื่อศึกษาความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยตาม ก่อนและหลังการใช้หนังสือภาพประกอบคําคล้องจอง Big book
ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้านคว้า
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย – หญิง อายุ 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตอนุบาลจันทรเกษม สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นประชากรเด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุ 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตอนุบาล จันทรเกษม สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง
ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรต้น คือ ความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
ตัวแปรตาม คือ หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big-book
ระยะเวลาการศึกษาค้นคว้า
ระยะเวลาการวิจัยในครั้งนี้ได้ทำการสังเกตในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์
นิยามศัพท์เฉพาะ
1 . ความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย หมายถึงการแสดงพฤติกรรมความสามารถ ด้านการอ่าน วัดได้จากแบบประเมินความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยประกอบด้วย
2) การอ่านพยัญชนะไทย ก-ฮ หมายถึงเด็กสามารถการอ่านออกเสียงและสามารถ เลือกจับคู่ภาพกบพยัญชนะไทยั ก-ฮ ได้ถูกต้อง
3) การอ่านภาพกับคําที่ออกเสียงพยัญชนะนําหน้าคําที่เป็นเสียงเดียวกันหมายถึง เด็กสามารถอ่านออกเสียงโดยการอ่านภาพ อ่านสัญลักษณ์อ่านคําง่าย ๆ ได้และสามารถเลือกภาพ กับคําที่มีเสยงพยัญชนะนําหน้าคําที่เป็นเสียงเดียวกันได้ถูกต้อง
4.เด็กปฐมวัยหมายถึงนักเรียนชั้นอนุบาลปี ที่ 3 อายุ 5-6 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ในภาค เรียนที่ 2ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตอนุบาลจันทรเกษม สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
5.หนังสือภาพประกอบคําคล้องจอง Big book หมายถึงหนังสือภาพประกอบคําคล้องจองที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.ได้นวัตกรรมเป็นหนังสือประกอบคําคล้องจอง Big book เพื่อให้ครูใช้เป็น แนวทางการส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านโดยของเด็กปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้อง กับพัฒนาการสมองของเด็กปฐมวัยได้ดียิ่งขึ้น
2.เด็กปฐมวัยได้พัฒนาความสามารถด้านการอ่านผ่านสื่อที่หลากหลายและกระบวนการที่สอดคล้องกบพัฒนาการสมองของเด็กปฐมวัย
3.สามารถนําไปเผยแพร่ให้ครูสอนระดับปฐมวัยผู้ปกครองและผู้สนใจได้เกิดแนวคิด และนําไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
กรอบแนวคิดวิจัย
หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big - book การพัฒนาด้านการอ่าน
สมมติฐานการวิจัย
1. ความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยหลังการใช้หนังสือภาพประกอบคําคล้อง จอง Big book สูงขึ้น












