วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

 วิจัยบทที่ 3 

บทที่ 3

วิธีการดำเนินงานวิจัย

              การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 

1) เปรียบเทียบการอ่าน ก่อน - หลัง จากการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big - book โดยมีวิธีการและลำดับขั้นตอนการดำเนินการวิจัยดังต่อไปนี้

               1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

               2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

               3. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ

               4. การเก็บรวบรวบรวมข้อมูล

               5. การวิเคราะห์ข้อมูล

 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

               1.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย หญิง อายุ 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตอนุบาลจันทรเกษม  สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม รวมทั้งสิ้น 30 คน

               2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นประชากรเด็กปฐมวัย ชาย - หญิง  อายุ 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง

 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  ได้แก่  เครื่องมือสำหรับใช้ในการทดลองและเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวบข้อมูล ดังนี้

                  1. แผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big-book

                  2. แบบสังเกตพฤติกรรมการอ่านของเด็กปฐมวัย






การสร้างและการหาคุณภาพแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้

1.1 ศึกษาหลักสูตรของโรงเรียนและกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้สอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ และจุดประสงค์การเรียนรู้ในหลักสูตร

1.2 ศึกษาการสร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดหนังสือประกอบภาพคำคล้องจอง Big-book มาใช้ในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้

                        1.3 สร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมตามเนื้อหาที่กำหนด

1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ชุดหนังสือประกอบภาพคำคล้องจอง เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย เพื่อตรวจสอบด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความชัดเจน ความถูกต้องของภาษาที่ใช้ และความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่คาดหวัง

1.5 ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ชุดหนังสือประกอบภาพคำคล้องจองตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย

1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ทั้งหมด 3 ท่าน ตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบต่างๆในแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความชัดเจน ความถูกต้องของภาษาที่ใช้ และความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่คาดหวัง และใช้ดุลยพินิจเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงของแผนการจัดการเรียนรู้ นำมาวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณา

เห็นว่าสอดคล้อง              ให้คะแนน +1

ไม่แน่ใจ                             ให้คะแนน 0

เห็นว่าไม่สอดคล้อง          ให้คะแนน -1

การวิเคราะห์ข้อมูลความเหมาะสมสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) คำนวณตามสูตร



โดยค่าดัชนีความสอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Index of Item Objective Congruence: IOC) มีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 0.98

1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้โดยการใช้ชุดหนังสือประกอบภาพคำคล้องจอง Big-book ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในการวิจัย

 



 การสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่าน ของเด็กปฐมวัย โดยมีรายละเอียดดังนี้

              2.1 ศึกษาแนวคิด  หลักการ ทฤษฎี และผลงานที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย เพื่อเป็นข้อมูลในการสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย

             2.2 สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย

             กำหนดเกณฑ์การประเมินดังนี้

3 มาก หมายถึง อ่านเป็นคำได้ดีทุกคำ

2 ปานกลาง หมายถึง การอ่าน อ่านเป็นคำได้บางคำ

1 น้อย หมายถึง อ่าน  อ่านเป็นคำไม่ได้เลย

              2.3 ตรวจสอบคุณภาพของแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย โดยเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน พิจารณาตรวจสอบความสอดคล้องของรายการประเมิน นำคะแนนที่ได้จากการลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านมาหาดัชนีความสอดคล้องระหว่างรายการประเมินพฤติกรรมการบริโภคผัก – ผลไม้ของเด็กปฐมวัยกับวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยให้มีความคิดเห็นตรงกันอย่างน้อย 2 ใน 3 มีค่าเท่ากับ 0.5 ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ เกณฑ์การพิจารณาดังนี้

เห็นว่าสอดคล้อง              ให้คะแนน +1

ไม่แน่ใจ                             ให้คะแนน 0

เห็นว่าไม่สอดคล้อง          ให้คะแนน -1

                2.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ

                2.5 ทดลองใช้ ( Try – out ) แบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยโรงเรียนโรงเรียนสาธิตอนุบาลจันทรเกษม  สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อความเป็นไปได้

            2.5.1 ให้ศึกษาแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยให้เข้าใจตรงกัน เพื่อสามารถบันทึกการสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยให้ตรงกัน

            2.5.2 ศึกษาและทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายของการสังเกต

            2.5.3 ฝึกการสังเกตและบันทึกโดยใช้แบบสังเกตสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยกับเด็กที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน

            2.6 หาค่าความเชื่อมั่นเด็กอนุบาลปีที่ 1ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คนโรงเรียนสาธิตอนุบาลจันทรเกษม  สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม          

            2.7 ปรับปรุงแก้ไขแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยให้เป็นฉบับสมบูรณ์

            2.8 จัดทำแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยฉบับสมบูรณ์ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป

วิธีการดำเนินการวิจัย

                  การวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยผ่านหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง big – book แบบกึ่งทดลอง

( Quasi – Experimental Research ) ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองโดยอาศัยการวิจัยแบบการทดลองกลุ่มเพียงอย่างเดียว One Group Pretest - Posttest Design



T1 = 
แทนการทดลองก่อนดำเนินการส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยด้วยหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big & Small book

X = แทนการดาเนินการส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยตามด้วยหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big & Small book

T2 = แทนการประเมินผลความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยหลังการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big & Small book

 

ดำเนินการวิจัยมีขั้นตอนดังนี้

1. ผู้วิจัยศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการวิจัยผลการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง big – book ในการอ่านของเด็กปฐมวัย

 2. ทำการสังเกตและบันทึกผลพฤติกรรมอ่านก่อนการทดลองด้วยแบบสังเกตพฤติกรรมการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง big – book

 3. ดำเนินการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง big – book เวลาทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ คาบ คาบละ 30 นาที

4. ทำการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมด้านอ่านหลังการทดลองด้วยแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการอ่านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

5. นำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตไปเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมเพื่อไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ

6. นำข้อมูลจาการสังเกตสัปดาห์ที่ ถึงสัปดาห์ที่ มาวิเคราะห์ให้เห็นถึงพฤติกรรมด้านการการอ่านของเด็กปฐมวัย

7. นำข้อมูลที่ได้มาอภิปรายและนำเสนอ

 

การเก็บรวบรวมข้อมูล

         ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการใช้หนังสือภาพประอบคำคล้องจอง Big-book โดยทำการสังเกตก่อนการทดองและหลังการทดลองแล้วนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติต่อไป

 

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล

             วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบการทดลองก่อนและหลังทดลองการอ่านของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง big-book โดยคำนวณหาค่าร้อยละเพื่อดูการอ่านของเด็กปฐมวัย

 

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1. การหาค่าความเที่ยงโดยใช้สูตรของครอนบัค (Cronbach) นี้ปรับมาจากสูตร KR – 20 ใช้หาความเที่ยงของเครื่องมือวัดที่ให้คะแนนแตกต่างกันไปในแต่ละข้อได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นระบบการให้คะแนนแบบ ๑ กับ ๐ สูตรการคำนวณเป็นดังนี้ 


2. วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ของชุดหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร



เมื่อ                       IOC       คือ         ค่าดัชนีความสอดคล้อง

                             R            คือ         ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

                             n            คือ         จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

 



















 วิจัยบทที่ 2 

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

2.1 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560

2.2 แนวคิดพื้นฐานและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

2.3 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย

2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างหนังสือภาพปะกอบคำคล้องจอง Big-book

2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 2.1 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะของการอบรม เลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างการ อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล

หลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยพุทธศักราช 2560 สรุปได้ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยมีลักษณะเน้นการอบรม เลี้ยงดู และให้การศึกษาที่จะให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการโดยองค์รวมทั้ง4ด้านได้แก่ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ให้มีความเหมาะสมตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงพัฒนาการตามวัยของเด็ก และต้องออกแบบการจัดประสบการณ์ให้สอดคล้อง กับ ลักษณะการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยคือ ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ใน สังเกต สำรวจ การเล่น สืบค้นทดลอง คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพื่อนำไปสู่การรับรู้ เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยจัดประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการทุกทักษะและสาระการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์สำคัญที่ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยพุทธศักราช 2560  ควรจัดการเรียนรู้ และสามารถบูรณาการ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจัดให้มีการประเมินผลพัฒนาการทั้ง 4 ด้านอย่าง ต่อเนื่อง ด้วยเครื่องมือ วิธีการตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาให้เด็ก มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานที่กำหนด

2.2 แนวคิดพื้นฐานและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

2.2.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget’sTheoryofIntellectualDevelopment) Piaget (1969 อ้างถึงใน สิริอร วิชชาวุธ, 2554, น.112) มีความเชื่อว่า ขณะที่เด็ก เจริญเติบโตเด็กจะมีพัฒนาการทางสมองและมีความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กจะกระตือรือร้นที่จะสัมพันธ์กับ โลกภายนอกและได้ความรู้จากการกระทำ ของตน ซึ่งความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ โดยองค์ประกอบที่มีส่วนเสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญามี 4 องค์ประกอบได้แก่ (สุรางค์ โคว้ตระกลู,2554,น.49-50)                               

 1. วุฒิภาวะ เป็นสภาพร่างกายที่มีความพร้อมต่อการพัฒนาการทางสติปัญญาดังนั้นครูสู้สอนควรจัด ประสบการณ์หรือสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรียน

2. ประสบการณ์ทุกครั้งที่มนุษย์มีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมก็จะเกิดประสบการณ์ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประสบการณ์ ได้แก่ประสบการณ์เนื่องมาจากปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตาม ธรรมชาติ และประสบการณ์ที่เกี่ยวกับ การคิดหาเหตุผลทางตรรกศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญในการ แก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์

3. การถ่ายทอดความรู้ทางสังคม หมายถึง การที่บุคคลรอบข้างถ่ายทอดความรู้แก่เด็ก โดยผ่านกระบวนการดูดซึมประสบการณ์และกระบวนการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา

 4. กระบวนการพัฒนาความสมดุลหรือการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง (self- regulation) ซึ่งอยู่ในตัวของแต่ละบุคคล เพื่อที่จะปรับความสมดุลของพัฒนาการเชาวน์ปัญญาให้ สูงขึ้นต่อไปยังอีกขั้นหนึ่งซึ่งสูงกว่าโดยใช้กระบวนการดูดซึมประสบการณ์และการปรับโครงสร้าง

2.2.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์ (Bruner’s Theory of Intellectual Development) บรูเนอร์ (Bruner) มีความเชื่อว่า เด็กเลือกที่จะรับรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ โดยการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการที่เด็กมีการค้นพบสิ่งที่ต้องการด้วยตนเอง (Discovery 22 Learning) และเด็กสามารถเรียนรู้วิชาการต่างๆ ได้ เพียงแต่ต้องได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม และเป็นไปตามความพร้อมของเด็กแต่ละคน (Bruner, 1999 อ้างถึงใน สิริอร วิชชาวุธ, 2554, น. 152-154) บรูเนอร์(Bruner) ได้จัดลำดับพัฒนาการการทางสติปัญญาและการคิดของมนุษ์ออกเป็น3 ขั้น คือ

1. ขั้นแสดงออกด้วยการกระทำ (Enactive Stage) เป็นขั้นที่เด็กเด็กเรียนรู้จากการใช้ ประสารทสัมผัสการดูตัวอย่างและทำตามเรียนรู้จากการกระทำ

2. ขั้นสร้างภาพแทนใจ (Iconic Stage) ขั้นที่เกี่ยวข้องกับความจริงมากขึ้นเด็กจะเกิด ความคิดจากการรับรู้เป็นส่วนใหญ่อาจมีจินตนาการบ้างแต่ยังไม่สามารถคิดได้ลึกซึ้งมากนัก

 3. ขั้นใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Stage) เป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจ ความสัมพันธ์ของสิ่งของสามารถเกิดความคิดรวบยอดในสิ่งต่างๆ ที่ซับซ้อนได้มากขึ้น การสร้างความรู้ของเด็กปฐมวัย เกิดจากการเห็นและการสัมผัส

2.3 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย

2.3.1ความหมายความสำคัญของภาษา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542(2546,น.822)ได้ให้คำจำกัดของ คาว่าภาษา ไว้ว่าภาษาคือถ้อยคาที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม; เสียงตัวหนังสือหรือกิริยา;อาการที่สื่อความได้เช่นภาษาพูด ภาษาเขียนภาษาท่าทางภาษามือ วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี (https://th.wikipedia.org/wiki)ภาษาหมายถึงกริยาอาการที่ แสดงออกมาแล้ว สามารถทาความเข้าใจกัน ได้ ไม่ว่า จะเป็นระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ส่วนภาษาในความหมายอย่างแคบนั้นหมายถึงเสียงพูดที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันเท่านั้น

  ราศี ทองสวัสดิ์  (2546, น. 178) ภาษาเป็นสื่อกลางในการตกลง บอกกล่าวทำความ เข้าใจระหว่างบุคคล เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ช่วยให้คนเราคิดและวินิจฉัยคุณภาพ ของสติปัญญาภาษาเป็นสิ่งที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมมีความสาคัญ ต่อความเป็นอยู่และความ เจริญของคนในชาติภาษานับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เพราะภาษาเป็นทั้ง มวลประสบการณ์และเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์

2.3.2พัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัย อายุ 4-5ปี สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(2552)ได้กำหนกพัฒนาการด้านภาษาการอ่าน ของเด็กอายุ 4 -5 ปี โดยได้ระบุสมรรถนะ (Competency) ด้านการอ่าน (Reading) ของเด็กอายุ 4 ปี ไว้ว่าเด็กสามารถบ่งชี้และออกเสียงตัวพยัญชนะและคำง่ายๆ ได้ (Children are able to identify and pronounce letter, and simple words) โดยมีพฤติกรรมบ่งชี้ (Indicators) ที่สะท้อนถึงสมรรถนะด้าน การอ่านของเด็กอายุ 4 ปี คือความสามารถของเด็กในการกวาดสายตาและใช้นิ้วชี้จากซ้ายไปขวา เมื่อเปิดหนังสือและทาท่าอ่าน สามารถเปิดหนังสือที่มีภาพจากหน้าแรกเรียงลำดับไปยังหน้า สุดท้ายสามารถบอกได้ว่าตัวใดเป็นตัวเลขและตัวใดเป็นตัวหนังสือ ดังนั้น การจัดประสบการณ์ทางภาษา ด้านการอ่านให้กับเด็กปฐมวัยควรคำนึงถึง พัฒนาการและความสามารถของเด็กตามวัย เพื่อที่จะได้ดาเนินการการออกแบบสื่อและ กระบวนการที่สอดคล้องเหมาะสมกับพัฒนาการ สมรรถนะและความสามารถของเด็กปฐมวัยด้วย

 2.3.3การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาเด็กปฐมวัยพัฒนาการด้านภาษาเป็นพัฒนาการที่จำเป็นที่สุดสำหรับเด็กเพราะภาษาเป็นเครื่องมือ สาหรับการสื่อสารเพื่อจะมีชีวิตอยู่ในสังคมการพัฒนาภาษาไม่ใช่เพียงการฝึกให้เด็กฟังพูดอ่าน และเขียน แต่การพัฒนาภาษายังเป็นการพัฒนากระบวนการคิด เมื่อคนเราสื่อสาร สมองต้อง พยายามเชื่อมโยงสิ่งที่คิดออกมาเป็นการพูด และการเขียน เมื่อฟัง สมองต้องพยายามคิดเทียบเคียง สิ่งที่ฟังกับประสบการณ์ที่รับรู้มาและเมื่อพูด สมองต้องจับคู่ภาษาเข้ากับความหมายที่จะถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจกระบวนการพัฒนาภาษา จึงเป็นการพัฒนากระบวนการคิด และการสื่อสารไป พร้อมๆ กัน

 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างหนังสือภาพปะกอบคำคล้องจอง Big-book

2.4.1นักการศึกษาได้ให้ความหมายของหนังสือภาพ (PictureBook) ไว้ดังนี้

ชลี ไสยวรรณ (2553) ได้ให้ความหมายของหนังสือเล่มใหญ่หรือ (Big Book) หมายถึงการจัดสภาพการณ์ให้เด็กเรียนรู้การสื่อสารซึ่งกันและกันอย่างมีปฏิสัมพันธ์และมี ความหมายด้วยการสร้างหนังสือเล่มใหญ่สร้างบรรยากาศการเรียนรู้การอ่านจากผลงานการเขียน เรียนรู้การเขียนจากการอ่านเรียนรู้ภาษาจากวรรณกรรมและการเลียนแบบกระตุ้น ให้เด็กแสดงการ สื่อสารผ่านกระบวนการคิดตลอดเวลาและใช้ภาษาจากแรงจูงใจภายในไม่ใช่การบังคับส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและมีกระบวนการจัดกิจกรรม 4 ขั้นตอน                                                                                                                             

ขั้นที่1 กำหนดเนื้อเรื่อง                                                                                                                                              

ขั้นที่ 2 สำรวจความหมายของคำ                                                                                                                                    

ขั้นที่ 3 สร้างหนังสือเล่มใหญ่                                                                                                                                         

ขั้นที่  4ใช้หนังสือเป็น                                                

 2.6.2 หลักการการจัดกิจกรรมการทำหนังสือเล่มใหญ่                                                                                                

1. เลือกเนื้อเรื่องที่เร้าความสนใจของเด็กหรือให้เด็กสร้างเนื้อเรื่องขึ้นใหม่ตามความ สนใจ พยายามให้เด็กเรียนรู้จากแรงจูงใจภายใน (เรียนรู้ด้วยตนเอง)ในห้องเรียนควรมีหนังสือวรรณกรรมเด็กเป็นจำนวนมากเพียงพอ                                                                                                                                                         2. เด็กได้เรียนรู้ภาษาอย่างอิสระซึ่งจะทาให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วและสามารถประเมินการ เรียนรู้ของตนเองได้ 3. เปิดโอกาสให้เด็กมีประสบการณ์ทางภาษาหลากหลายโดยมีครูควรให้คาแนะนำช่วยเหลือให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครู 

4.ให้เรียนอ่านและเขียนไปพร้อมๆกันจะทาให้เกิดความแม่นยำในเนื้อหา                                          

 5. สร้างบรรยากาศให้เด็กคุ้นกับหนังสือเพื่อซึมซับเรื่องราวในหนังสือ ให้เด็กพูด อ่าน เขียนและวาดภาพ เล่นบทบาทสมมุติ จัดพื้นที่ อุปกรณ์เพื่อสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมสื่อสาร ภาษาในลักษณะเป็นองค์รวมโดยใช้การฟัง การพดู การอ่าน และการเขียนร่วมกัน                                                                                                                   

6. จัดการเรียนรู้แบบยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ครูศึกษาความสนใจความสามารถ และสอน เด็กตามระดับความสามารถที่แตกต่างกันครูเตรียมและวางแผนการสร้างหนังสือตามความสนใจ ของเด็กเด็กมีโอกาสใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติและอย่างมีความสุข                                                                                                               

7.ส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจกล้าเสี่ยงที่จะพูดเขียนโดยไม่กลัวผิด                                                                            

8.ครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการพดู ฟังอ่านและเขียน

2.6.3 กระบวนการจัด กิจกรรมการทำหนังสือเล่มใหญ่

1.1 เปิดโอกาสให้เด็กร่วมกันแต่งเนื้อเรื่องนิทานขึ้นใหม่หรืออาจแต่งนิทานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยการเรียนรู้ในชั้นเรียน                                                                                                                                                               1.2 ครูเขียนเนื้อเรื่องตามที่เด็กช่วยกันสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

1.3 ครูอ่านเนื้อเรื่องนิทานที่บันทึกไว้ให้เด็กฟัง

1.4เปิดโอกาสให้เด็กช่วยกันแก้ไขเนื้อเรื่องได้ตามความพอใจ

1.5ครูอธิบายความหมายของคำพร้อมวาดภาพให้มีขนาดใหญ่ให้เด็ก

2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  

ปัทมา คุณเวทย์วิริยะ (2548) ได้ศึกษา ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยสื่อไม่มีโครงสร้าง โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษา ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อ ไม่มีโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชาย หญิง อายุระหว่าง 3-4 ปี ศึกษา อยู่ในระดับชั้น อนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนวัดดอน สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้วยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียน จากจำนวน 3 ห้องเรียน แล้วสุ่ม นักเรียนมาจานวน 15 คน เพื่อจัดให้เด็กได้รับการจัดการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มี โครงสร้างเป็นระยะเวลา8สัปดาห์สัปดาห์ละ 3วันเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มีโครงสร้าง และแบบทดสอบความสามารถทาง ภาษาที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 ในการศึกษาครั้งนี้ใช้แบบแผนการวิจัย แบบ One - Group Pretest - Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ t-test Dependent ผลการศึกษาพบว่าระดับความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย หลังผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มี โครงสร้างโดยรวมทุกด้านดีมาก และความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยหลังผ่านกิจกรรมการ เรียนรู้แบบจิตปัญญาโดยใช้สื่อไม่มีโครงสร้างเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ.01

  

 

 

 

 

 


 วิจัยบทที่ 1 

บทที่1                                                                                บทนํา

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย

              การศึกษาปฐมวัยเป็นการจัดการศึกษาที่สําคัญต่อการวางรากฐานของการพัฒนามนุษย์ให้เจริญเติบโตได้อย่างมี  คุณภาพ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา เด็กจึงเป็ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณคาสูงสุดต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต เด็กในวันนี้จึงควรได้รับการ พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ให้มีศักยภาพสูงสุดเพื่อให้มีพื้นฐานทั้ง ด้านทักษะความรู้และทักษะชีวิตที่สามารถนําไปประยุกต์ใช้และปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ในอนาคต โดยเฉพาะในการยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมศตวรรษที่21 ในโลกที่การสื่อสารไร้ พรมแดน ส่งผลต่อวิถีการดํารงชีพของสังคมอยางทั่วถึง่ ครูจึงต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมใน การจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะที่สําคัญสําหรับการดํารงชีวิตในโลก ของศตวรรษที่21 ที่ได้ระบุทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 3R 4C ซึ่ง3R ประกอบด้วย Reading (การอ่าน การเขียน (Writing) และคณิตศาสตร์(Arithmetic) และ 4C ประกอบด้วย Critical Thinking (การคิดวิเคราะห์) Communication (การสื่อสาร) Collaboration (การร่วมมือและ Creativity (ความคิดสร้างสรรค์)รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพและทักษะด้านสารสนเทศสื่อและ เทคโนโลยีซึ่งทักษะดังกล่าวเป็นทักษะการเรียนรู้ที่มีความจําเป็นเพื่อการเรียนรู้ในระดับการศึกษา ที่สูงขึ้น การเตรียมความพร้อมเด็กปฐมวัยให้มีทักษะต่าง ๆ จึงเป็นภารกิจที่ผู้เกยวข้องต้องศึกษา เรียนรู้เพื่อที่จะสามารถออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กบเด็กได้อย่างเหมาะสมกับ พัฒนาการตามวัยของผู้เรียน และสอดคล้องเท่าทันการศึกษาในศตวรรษที่21 ซึ่งกลไกที่สําคัญที่จะทําให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้คือการรับรู้ของสมอง ทําอย่างไรจึงจะทําให้สมองเกิดการรับรู้ซึ่งจะ นําไปสู่การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และทักษะพื้นฐานหนังสือคือกุญแจสําคัญที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงของชีวิต สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข ประสบการณ์สําคัญด้านสติปัญญาตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ได้ ระบุประสบการณ์สําคัญด้านภาษาที่เด็กควรได้รับได้แก่การแสดงความรู้สึกด้วยคําพูดการพูดและประสบการณ์ของตนเอง หรือเล่าเรื่องราวเกี่ยวกบตนเองการอธิบายเกี่ยวด้วยเหตุการณ์และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ การฟังเรื่องราวนิทาน คําคล้องจองคํากลอน การเขียน ในหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ที่สื่อความหมายต่อเด็กเขียนภาพเขียนขีดเขี่ยเขียนคล้าย ตัวอักษร เขียนเหมือนสัญลักษณ์เขียนชื่อตนเอง และ การอ่านในหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ ที่สื่อความหมายต่อเด็กอ่านภาพหรือสัญลักษณ์จากหนังสือนิทานหรือเรื่องราวที่สนใจ นักจิตวิทยาและนักการศึกษา ได้กล่าวถึงหลักพัฒนาการและหลักการเรียนรู้โดย เฟรดริค วิสเฮม    เฟรอเบล นักการศึกษาชาวเยอรมนีผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการศึกษปฐมวัยได้เปรียบเทียบการสอนเด็กเหมือนกับการเพาะเมล็ดพืชต้องดูแลให้เมล็ดนั้้นงอก งามขึ้นเป็นต้นแตก กิ่ง ก้าน ใบ และดอกผลที่สมบูรณ์เช่นเดียวกบการพัฒนาเด็กที่ดีต้องสอดคล้อง ผสมผสานกลมกลืนไปกบธรรมชาติตามวัยของเด็กเรียนรู้จากง่ายไปหายาก ตามความสนใจของ เด็กโดยครูต้องมีแผนการสอนที่สอดคล้องกบวัยพัฒนาการและความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงครูต้องประเมินพัฒนาการของเด็กโดยการสังเกตจากการปฏิบัติกิจกรรมประจําวันตาราง กิจกรรมประจําวันจึงมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเฟรอเบลเป็นผู้พัฒนาตารางกิจกรรมประจําวัน ขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาที่ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง ด้าน คือด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา แนวคิดดังกล่าวยังนํามาใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ครูต้องคํานึงถึงคือการบูรณาการ ครูควรผสมผสานกิจกรรมต่างๆเข้ากบการเรียนด้วยการเล่น อย่างมีความสุขและนั่นคือหัวใจของการศึกษาปฐมวัย (กุลยา ตันติผลาชีวะ, 2551) เพียเจต์ (Piajet) กล่าวว่า พัฒนาการทางสติปัญญา ประกอบด้วยกระบวนการสําคัญคือการซึมซับและดูด ซึมประสบการณ์(Assimilation) และการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา (Accommodation) ระหว่าง ประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่จนกระทั่งสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Wadsworth. 1996: 14-17)  ดิวอี้(Dewey) และบรูเนอร์(Bruner) กล่าวตรงกนในประเด็นที่ว่าเด็กเรียนรู้ได้ดีจากการค้นพบผ่านการปฏิบัติกจกรรมที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง ด้วยตนเอง (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2548, . 295) และไวก็อตสกี(Vygotsky, 2006) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการทางสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็กเกิดจากการช่วยเหลือของครู(Scaffolding) ในการขยายขอบเขต การเรียนรู้(Zone of Proximal Development) จึงสรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้าง ทักษะภาษาของเด็กปฐมวัยควรคํานึงถึงหลักพัฒนาการและหลักการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับ ความสามารถตามวัยของเด็กโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกบประสบการณ์ใหม่ในการสร้างองค์ความรู้ทางภาษาด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและอํานวยความสะดวก

         จากความสําคัญดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษา การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยผ่านหนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big-book ด้วยมีความเชื่อว่า การอ่านเป็นพื้นฐานที่สําคัญต่อการ เรียนรู้ในทุกด้านทุกมิติของชีวิตทั้งด้านการเรียนรู้ด้านวิชาการ การสื่อสารในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และปัจจัยที่สําคัญอีกประการหนึ่งที่จะทําให้เกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ คือการออกแบบ กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญโดยคํานึงถึงความแตกต่างทั้งด้านพื้นฐานสมองและ ความสนใจของเด็กทุกคนให้เกิดการเรียนรู้จนนําไปสู่การอ่านออก เขียนได้เหมาะสมกบพัฒนาการและความสามารถในแต่ละช่วงวัยจึงต้องใช้สื่อกิจกรรม การจัดสภาพแวดล้อม และการออกแบบ กระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกบพัฒนาการทางสมอง

ปัญหาการวิจัย

    หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big-book มีผลต่อการอ่านของเด็กปฐมวัยจริงหรือไม่

วัตถุประสงค์การวิจัย

 

1. เพื่อส่งเสริ ความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย

 

2. เพื่อศึกษาความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยตาม ก่อนและหลังการใช้หนังสือภาพประกอบคําคล้องจอง Big book

 ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า

                      ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้านคว้า

                      ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย – หญิง อายุ 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ ภาคเรียนที่ ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตอนุบาลจันทรเกษม  สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

                      กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า

                      กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นประชากรเด็กปฐมวัย ชาย หญิง  อายุ 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตอนุบาล                  จันทรเกษม  สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง

                       ตัวแปรที่ศึกษา

                       ตัวแปรต้น คือ  ความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย

                       ตัวแปรตาม  คือ หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big-book

                       ระยะเวลาการศึกษาค้นคว้า

                       ระยะเวลาการวิจัยในครั้งนี้ได้ทำการสังเกตในภาคเรียนที่ ปีการศึกษา 2564 ใช้เวลาในการทดลอง สัปดาห์

                       นิยามศัพท์เฉพาะ

 

1 . ความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย หมายถึงการแสดงพฤติกรรมความสามารถ ด้านการอ่าน วัดได้จากแบบประเมินความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยประกอบด้วย

 

2) การอ่านพยัญชนะไทย ก-ฮ  หมายถึงเด็กสามารถการอ่านออกเสียงและสามารถ เลือกจับคู่ภาพกบพยัญชนะไทยั ก-ฮ ได้ถูกต้อง

 

3) การอ่านภาพกับคําที่ออกเสียงพยัญชนะนําหน้าคําที่เป็นเสียงเดียวกันหมายถึง เด็กสามารถอ่านออกเสียงโดยการอ่านภาพ อ่านสัญลักษณ์อ่านคําง่าย ๆ ได้และสามารถเลือกภาพ กับคําที่มีเสยงพยัญชนะนําหน้าคําที่เป็นเสียงเดียวกันได้ถูกต้อง

             4.เด็กปฐมวัยหมายถึงนักเรียนชั้นอนุบาลปี ที่ 3 อายุ 5-6 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ในภาค เรียนที่ 2ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตอนุบาลจันทรเกษม  สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

5.หนังสือภาพประกอบคําคล้องจอง Big book หมายถึงหนังสือภาพประกอบคําคล้องจองที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัย

ประโยชน์ที่ได้รับ

1.ได้นวัตกรรมเป็นหนังสือประกอบคําคล้องจอง Big book เพื่อให้ครูใช้เป็น แนวทางการส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านโดยของเด็กปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้อง กับพัฒนาการสมองของเด็กปฐมวัยได้ดียิ่งขึ้น

 

2.เด็กปฐมวัยได้พัฒนาความสามารถด้านการอ่านผ่านสื่อที่หลากหลายและกระบวนการที่สอดคล้องกบพัฒนาการสมองของเด็กปฐมวัย

 

3.สามารถนําไปเผยแพร่ให้ครูสอนระดับปฐมวัยผู้ปกครองและผู้สนใจได้เกิดแนวคิด และนําไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

 

กรอบแนวคิดวิจัย



 หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง Big - book                    การพัฒนาด้านการอ่าน

                                                                                                                         

สมมติฐานการวิจัย

1. ความสามารถด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยหลังการใช้หนังสือภาพประกอบคําคล้อง จอง Big book สูงขึ้น